หน้าหลัก พุทธสาวิกา ประวัติคุณแม่แก้ว ข้อวัตรปฏิบัติ ภาพกิจกรรม วิดีโอ ติดต่อเรา
 





ประวัติและผลงานการเผยแผ่พระพุทธศาสนา คุณแม่ชีนลินรัตน์ สุทธิธรรมวิชญ์

คุณแม่ชีนลินรัตน์ สุทธิธรรมวิชญ์ เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ ๕ มกราคม ๒๔๙๖ ภูมิลำเนาเดิม เลขที่ ตำบลแพรกศรีราชา อำเภอสรรค์บุรี จังหวัดชัยนาท บิดาชื่อคุณพ่อสำราญ ด้วงแสง มารดาชื่อคุณแม่ปิ่น ด้วงแสง การศึกษา จบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔

บวชชี เมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๔ ที่วัดเหนือ ตำบลแพรกศรีราชา อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท พระอุปัชฌาย์ พระอธิการพิน ขนฺตธมฺโม มาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน กับหลวงพ่อสังวาลย์ ที่วัดไกลกังวล (วัดเขาสารพัดดีศรีเจริญธรรม) ตำบลบ้านเชียน อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท

พ.ศ. ๒๕๓๐ ได้ติดตามหลวงพ่อสังวาลย์ ไปอยู่ที่วัดทุ่งสามัคคีธรรม ตำบลหนองผักนาค อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี

พ.ศ. ๒๕๓๒ ได้กราบลาหลวงพ่อสังวาลย์ เพื่อเดินทางไปปฏิบัติกรรมฐานอยู่บนเขาเขียว จังหวัดชลบุรี เป็นเวลา ๑๐ ปี

พ.ศ. ๒๕๔๓ ได้มาปฏิบัติธรรมกับคุณแม่ชีอำพัน เนตรวงศ์ ที่สำนักปฏิบัติวัดย่านขาด ตำบลพรหมพิราม อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก คุณแม่ชีนลินรัตน์ ได้สร้างศาลาปฏิบัติธรรม ถวายเป็นพุทธบูชาที่สำนักปฏิบัติธรรมวัดย่านขาด

พ.ศ. ๒๕๔๕ กลับมาอยู่ที่จังหวัดชลบุรี เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา ให้สืบทอดดำรงต่อไป คุณแม่ชีนลินรัตน์ สุทธิธรรมวิชญ์ ได้จัดตั้งสำนักปฏิบัติธรรมพุทธสาวิกา ขึ้น ณ. ๑๐๔/๒ หมู่ที่ ๓ ตำบลคลองกิ่ว อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี อยู่ท่ามกลางเทือกเขา และทัศนียภาพป่าไม้อันร่มรื่นเป็นธรรมชาติที่สวยเหมาะสมเป็นที่ปฏิบัติธรรมสำหรับผู้แสวงบุญทั้งหลาย

ผลงานการเผยแผ่พระพุทธศาสนา

คุณแม่ชีนลินรัตน์ สุทธิธรรมวิชญ์ ได้จัดตั้งสำนักปฏิบัติธรรมพุทธสาวิกา ขึ้น ณ. ๑๐๔/๒ หมู่ที่ ๓ ตำบลคลองกิ่ว อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี อยู่ท่ามกลางเทือกเขา และทัศนียภาพป่าไม้อันร่มรื่นเป็นธรรมชาติที่สวยเหมาะสมเป็นที่ปฏิบัติธรรมสำหรับผู้แสวงบุญทั้งหลาย มีขั้นตอนการดำเนินงานพัฒนาสำนักปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่องตามลำดับ ดังนี้ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๔๖ ได้จัดตั้งกองทุนร้อยฝัน โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญ คือ เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาให้ดำรงต่อไป เป็นประการแรก ส่วนประการที่สอง คือ เพื่อพัฒนาจิต และอนุเคราะห์สำหรับผู้ประพฤติพรหมจรรย์ และมวลมนุษย์ผู้เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ให้ได้รับความสุข และเกิดดวงตาเห็นธรรม

พ.ศ. ๒๕๔๖-๒๕๔๘
-จัดซื้อที่ดินเพื่อสร้างสำนักปฏิบัติธรรมจำนวน ๒๙ ไร่
- คุณแม่นลินรัตน์ มีการจัดการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ให้กระจายข่าวไปสู่พุทธศาสนิกชนทั้งที่อยู่ใกล้ และที่ไกล

พ.ศ. ๒๕๔๙
- จัดสร้างที่พักผู้ปฏิบัติธรรม ๑๙ หลัง
- จัดสร้างโรงครัว
- จัดสร้างแท้งน้ำขนาดใหญ่
- จัดวางท่อประปาเป็นน้ำใช้ ภายในสำนักปฏิบัติ โดยต่อจากน้ำธรรมชาติ บนเขาเป็น
- เจาะน้ำบาดาล
- ปูพื้นอิฐบริเวณลานธรรม
- ได้จัดพาคณะผู้แสวงบุญ เดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน ทั้ง ๔ แห่ง ณ ดินแดนพุทธภูมิ ประเทศอินเดีย
- จัดมอบถวายทุนการศึกษาปริญญาโท – เอก ให้เป็นศาสนทายาท พระสงฆ์ไปศึกษาต่อที่ประเทศ อินเดีย

พ.ศ. ๒๕๕๐
- สร้างที่พักผู้ปฏิบัติธรรม พิเศษ ๕ หลัง
- สร้างศาลาปฏิบัติธรรมเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสครองราชย์สมบัติ ครบ ๖๐ พรรษา ลักษณะเป็นอาคารสองชั้น มีพื้นที่ ๑,๑๐๐ ตารางเมตร
- สร้างกุฏิทรงไทย บนเนินเขา
- จัดสวนประดับรายรอบศาลาปฏิบัติธรรมและทำสระบัวเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา
- สร้างอาคารที่พักผู้ปฏิบัติธรรมพักได้เป็นคณะ จำนวน ๒ หลัง ๒ ชั้น มีห้องน้ำ
- สุขาภายในพร้อม จำนวน ๓๐ ห้อง

พ.ศ. ๒๕๕๑
- จัดพิธีเททองหล่อพระประธานสำนักปฏิบัติธรรม หน้าตัก ๖๙ นิ้ว ปางปฐมเทศนา ในวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ประธานสงฆ์ในพิธีเททอง ท่านเจ้าคุณพระอุดมวัฒนมงคล จากวัดถ้ำวัฒนะมงคล อำเภอเขาชะเมา จังหวัดระยอง ดังนี้
คณะสงฆ์ผู้มาร่วมพิธี จำนวน ๑๐๐ รูป
คณะแม่ชีผู้มาร่วมพิธี จำนวน ๑๒๐ รูป
ผู้ร่วมปฏิบัติธรรมประมาณ ๓,๐๐๐ คน

พ.ศ. ๒๕๕๐ – ๒๕๕๑
- มอบทุนการศึกษาปริญญาโท ทั้งในและนอกประเทศ แก่แม่ชี จำนวน ๑ ทุนและ การศึกษาปริญญาเอก กับแม่ชี จำนวน ๑ ทุน
- จัดทุนการศึกษาสำหรับเยาวชนที่มีความตั้งใจดี และมีความประพฤติดี การเรียน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น – ตอนปลาย
- บริจาคงบประมาณสร้าง ศาสนสมบัติ เพื่อเป็นการสนับสนุนพุทธศาสนา เช่น สมทบทุนสร้างตึกสมเด็จพระญาณวโรดม ของมูลนิธิสถาบันแม่ชีไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ ที่พุทธมณฑล สาย ๔ ตำบลศาลายา จังหวัดนครปฐม
- บริจาคงบประมาณสร้างห้องสวดมนต์และห้องปฏิบัติธรรมสำนักแม่ชีผดุงวงษ์ เลขที่ ๖๔/๒ หมู่ ๑ ตำบลสุรศักดิ์ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
- บริจาคงบประมาณสร้างโบสถ์วัดป่าพุทธคยา รัฐวิหาร เมืองคยา ประเทศอินเดีย

พ.ศ. ๒๕๕๒
- วันที่ ๖ มีนาคม ได้เข้ารับรางวัลสตรีดีเด่นด้านพระพุทธศาสนา เนื่องในวันสตรี สากลแห่งสหประชาชาติ และวันที่ ๒๙ มิถุนายน ได้วางศิลาฤกษ์ก่อสร้างอาคาร สันติธรรมเพื่อใช้เป็นที่พักและเป็นที่รับรองแก่แม่ชีอาจารย์และแม่ชีอาคันตุกะ

พ.ศ. ๒๕๕๓
- วันที่ ๑๐ มกราคม ได้ทำบุญครบรอบวันเกิดโดยจัดงานเททองหล่อรูปเหมือน หลวงพ่อสังวาลย์ เขมโก ซึ่งเป็นบูรพาจารย์ไว้สักการบูชา

พ.ศ. ๒๕๕๔
- วันที่ ๙ มกราคม ได้ทำบุญครบรอบวันเกิดโดยจัดงานเททองหล่อรูปเหมือน หลวงปู่บุดดา ถาวโร ซึ่งเป็นบูรพาจารย์ไว้สักการบูชา

พ.ศ. ๒๕๕๔
- วันที่ ๙ กรกฏาคม ได้จัดพิธีเททองหล่อรูปพระพุทธเมตตา ไว้สักการบูชา

ประวัติโดยย่อคุณแม่ชีสวรรค์ จันชื่น

คุณแม่สวรรค์ จันชื่น เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๙๘ ปีมะแม ณ บ้านเลขที่ ๓๕ หมู่ ๖ ตำบลสุขเดือนห้า อำเภอเนินขาม จังหวัดชัยนาท

บิดาชื่อชื่อคุณพ่อแตง จันชื่น มารดาชื่อ คุณแม่ปิ่น จันชื่น มีพี่น้อง รวมทั้งหมด ๕ คน ดังนี้
1. นายเติม จันชื่น
2. แม่ชีสวรรค์ จันชื่น
3. นางเสงี่ยม จันชื่น
4. นางสงวน จันชื่น
5. นางเสวียน เขตขันธ์

การศึกษา เรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนทุ่งโพธิ์ ตำบลกะบกเตี้ย อำเภอเนินขามจังหวัดชัยนาท
คุณแม่ท่านเกิดมาในครอบครัวที่ปฏิบัติธรรม และเป็นสัมมาทิฐิ ด้วยบารมีที่ท่านสร้างมาแต่อดีตเก่าก่อน ท่านได้พบกับหลวงพ่อพิน ขนฺติธมฺโม ซึ่งเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อสังวาล เขมโก มาปลักกลด ปฏิบัติแถวบ้าน จึงเป็นโอกาสที่คุณพ่อคุณแม่ของท่านได้ไปศึกษาและปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อพิน จนเข้าใจถึงพระธรรมคำสั่งสอน และนำมาอบรมลูก ๆ ในปัจจุบันสถานที่ที่หลวงพ่อพินปลักกลด จำพรรษานั้น ได้รับศรัทธาจากญาติโยมร่วมกันจัดสร้างเป็นวัดศรีเจริญธรรมมาจนถึงทุกวันนี้

เมื่อท่านอายุได้ ๑๔ ปี ท่านได้ขออนุญาตคุณพ่อเพื่อจะบวชชี แต่คุณพ่อไม่อนุญาต เนื่องจากเห็นว่ายังเล็กอยู่ ด้วยจิตใจที่ท่านฝักใฝ่ในทางธรรมมาตลอด จนกระทั่งท่านอายุได้ ๑๙ ปี คุณพ่อจึงยอมให้บวชชี ท่านบวชที่วัดเขาสารพัดดีศรีเจริญธรรม หรือวัดไกลกังวล ตำบลบ้านเชียน อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๘ โดยมีหลวงพ่อสังวาล เขมโก เป็นเจ้าอาวาสอยู่ในขณะนั้นเป็นผู้บวชให้ และได้อยู่ศึกษาปฏิบัติที่วัดนั้นมาโดยตลอด ด้วยความตั้งใจอย่างลึกซึ้ง ตามวัตรที่ครูบาอาจารย์สั่งสอนอย่างเคร่งคัด ในพรรษาที่ ๓ ของการบวช ท่านได้ขอหลวงพ่อสังวาลเข้ากรรมฐาน เป็นเวลา ๒ เดือน ต่อมาได้เร่งความเพียรมากจนตั้งสัจจะกับตนเองว่าจะไม่ให้หลังแตะพื้นเป็นเวลา ๑ เดือน และยืดหยุ่นเป็นบางวัน จนปฏิบัติต่อมาอีก เป็นเวลา ๔ เดือน เนื่องจากร่างกายอ่อนเพลียมาก จนทนต่อความอิดโดรยแทบไม่ไหว คุณแม่ท่านได้พบกับความสว่างแห่งจิต เห็นความเบื่อหน่ายในสังขาร จนไม่อยากเกิดอีก และที่วัดนี้ท่านได้รู้จักกับคุณแม่ชีนลินรัตน์ (แม่แก้ว) ซึ่งบวชอยู่ก่อนแล้วได้ปฏิบัติร่วมกัน เป็นกัลยานมิตร คู่บารมีธรรม

ในพ.ศ. ๒๕๓๑ ได้เดินทางมาปฏิบัติธรรมอยู่บนเทือกเขาเขียว อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี ใกล้กับวัดป่าธรรมชาติ ซึ่งหลวงพ่อจิ๋วเป็นเจ้าอาวาสอยู่ในขณะนั้น คุณแม่ทั้งสองได้ปฏิบัติธรรมอยู่เป็นเวลานานร่วม ๑๐ ปี ต่อมาญาติโยมผู้สูงอายุตามมาปฏิบัติธรรมเป็นจำนวนมากขึ้น ผนวกกับคุณแม่ของคุณแม่แก้วได้ป่วยเป็นอัมพาตในปี ๒๕๓๘ ไม่สามารถขึ้นลงเขาได้สะดวก หลวงพ่อจิ๋วจึงบริจาคที่ดิน ๑๕ ไร่ ก่อนทางเข้าวัดเพื่อสร้างเป็นสำนักแม่ชี คุณแม่สวรรค์จึงต้องลงมาปฏิบัติที่ข้างล่าง และช่วยคุณแม่แก้วก่อตั้งสำนักปฏิบัติธรรมพุทธสาวิกา ตั้งแต่นั้นมาในปี ๒๕๔๓ ท่านได้ลาคุณแม่แก้วไปทำความเพียรกับคุณแม่จันดี โลหิตดี น้องสาวของหลวงตามหาบัว วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี ได้พบคุณแม่ชีอำพัน เนตรวงษ์ (คุณแม่ใหญ่) และได้ปฏิบัติธรรมกับคุณแม่ใหญ่ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๔ ที่สำนักปฏิบัติธรรมแม่ชีวัดย่านขาด อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก พ.ศ. ๒๔๔๘ ได้ปลีกวิเวกไปปฏิบัติธรรมที่วัดหลวงขุนวิน (ดอยอินทนนท์) อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๕๔๙ ไปปฏิบัติธรรมที่ถ้ำ วัดถ้ำวัฒนะมงคล กิ่งอำเภอเขาชะเมา จังหวัดระยอง

หลังจากนั้นในปี ๒๕๕๐ ได้ไปปฏิบัติธรรมที่วัดป่าบ้านตาดอีกเป็นเวลาเดือนเศษ ก็กลับมาที่สำนักปฏิบัติธรรมพุทธสาวิกา โดยสับเปลี่ยนจากการทำงานช่วยคุณแม่แก้วสอนสมาธิ และปลีกวิเวกเข้ากรรมฐานที่สำนักพุทธสาวิกาเป็นระยะ ปัจจุบันคุณแม่สวรรค์ ท่านได้เป็นผู้ช่วยคุณแม่แก้วอบรม และสอนสมาธิแก่คณะญาติโยมผู้มาปฏิบัติธรรม ณ สำนักปฏิบัติธรรมพุทธสาวิกาแห่งนี้

ประวัติคุณแม่ชีนลินรัตน์ สุทธิธรรมวิชญ์

นามเดิมชื่อ น.ส.นกแก้ว ด้วงแสง เกิดที่บ้านเลขที่ ๔๕ หมู่ที่ ๑๔ ต.แพรกศรีราชา อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท
เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ ๕ มกราคม พ.ศ.๒๔๙๖ ตรงกับวันแรม ๕ ค่ำเดือน ๑ ปีมะโรง บิดาชื่อ คุณพ่อสำราญ ด้วงแสง มารดาชื่อ คุณแม่ปิ่น ด้วงแสง (ถึงแก่กรรมแล้วทั้ง ๒ ท่าน)

มีพี่น้องรวมทั้งหมด ๕ คน คือ
1. นายสำรวม ด้วงแสง (ถึงแก่กรรม)
2. นายประจวบ ด้วงแสง
3. น.ส.นกแก้ว ด้วงแสง (แม่ชีนลินรัตน์ สุทธิธรรมวิชญ์)
4. นายประจักษ์ ด้วงแสง
5. พระสมปอง ปัญญาธโร

เปลี่ยนชื่อเป็น “นลินรัตน์”

เมื่อแรกเกิดนั้นชื่อ นกแก้ว ด้วงแสง เป็นชื่อที่ บิดามารดาตั้งให้ แต่แม่เล่าให้ฟังว่าพี่ชายเป็นคนบอกให้ตั้งพี่ชายได้พูดกับแม่ว่า“น้องเราที่เกิดใหม่ให้ชื่อว่า “นกแก้ว นะแม่ ” ต่อมาจนกระทั่งปลายปี พ.ศ.๒๕๔๙ ดิฉันป่วยหนักเป็นกระดูกทับเส้นที่คอและหลังได้เข้ารักษาตัวที่ ร.พ.กรุงเทพคริสเตียน โดยมีนายแพทย์ช่อเพรียว เตโชฬาร เป็นเจ้าของไข้จะนัดผ่าตัด ลูกศิษย์ของดิฉันได้แนะนำให้เปลี่ยนชื่อเพื่อจะได้ไม่ต้องผ่าตัด ในนาทีนั้นเองดิฉันจะทำทุกอย่างที่ได้รับการแนะนำเพื่อที่จะได้ไม่ต้องผ่าตัดและได้เปลี่ยน ชื่อและนามสกุลใหม่เป็น “ นลินรัตน์ สุทธิธรรมวิชญ์ ” จะด้วยความบังเอิญหรืออะไรก็ไม่ทราบ ในวันที่นอนรอการผ่าตัดที่ ร.พ.นั้น คุณหมอที่นัดผ่าตัดได้บอกว่างดการผ่าตัดและให้กลับวัดได้ ในวันที่จะผ่าตัดนั้นดิฉันไอมาก ไอไม่หยุด หมอเลยแนะนำให้กลับวัดเพราะถ้าผ่าตัดแล้วจะทำให้แผลผ่าตัดเย็บไม่ติด แต่สาเหตุของการไอของดิฉันคิดว่าเป็นโรคภูมิแพ้ เพราะดิฉันแพ้แอร์มาก ยิ่งนอนรอการผ่าตัดหลายคืนที่โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน(ต้องเปิดแอร์ทุกวัน) ทำให้ไอมากทุกๆวัน ขอบคุณที่ได้เป็นภูมิแพ้จึงทำให้ไม่ต้องผ่าตัดในครั้งนั้นเป็นเพราะไม่มีกรรมจึงไม่ต้องผ่าตัด ดิฉันได้อธิษฐานว่าถ้าไม่ถูกผ่าตัดจะไปอินเดียไปนั่งปฏิบัติธรรมถวายพระพุทธเจ้าที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่พุทธคยาเป็นเวลา ๓๐ วัน

ดิฉันคิดว่าเป็นความมหัศจรรย์และปาฏิหาริย์ของพระพุทธเจ้า ที่ช่วยดิฉันไม่ให้ถูกผ่าตัดดิฉันจึงมอบกายถวายชีวิตนี้แด่พระพุทธเจ้า และจะตอบแทนพระพุทธศาสนาที่ให้เราได้อาศัยพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามาชำระล้างจิตใจให้ใส สะอาด บริสุทธิ์ สะอาด สว่าง สงบ มีความสุขในทุกวันนี้

คุณแม่เล่าให้ฟังว่า ดิฉันเป็นลูกที่คลอดง่ายที่สุดในจำนวนพี่น้องทั้งหมด ในขณะที่ท่านตั้งครรภ์ท่านก็ยังคงไปทำนา จนกระทั่งเช้าของวันที่ ๕ มกราคม ๒๔๙๖ คุณแม่ไปทำนาเพื่อเกี่ยวข้าวตามปกติ พอถึงนาก็ปวดท้องจะคลอด คุณพ่อให้กลับบ้าน พอถึงบ้านท่านได้นั่งพัก ในตอนนั้นคุณแม่ก็คลอดดิฉันเลย แม้แต่ญาติที่ไปตามหมอตำแยก็ยังมาไม่ทัน และคุณแม่ก็เป็นผู้ที่ตัดสายสะดือลูกเอง ด้วยการใช้ไม้ไผ่ลวกนำมาผ่าให้คมๆใช้ตัดแทนมีด ท่านเล่าว่าไม่เจ็บปวดเลยคลอดง่ายมาก ดิฉันจำคำพูดของคุณแม่ได้ทุกวรรคทุกตอน ท่านจะชอบเล่าเรื่องของลูกๆทุกคน ในเวลาทานข้าวอย่างพร้อมเพรียงกันในวัยเด็กทุกๆวัน

คุณแม่เป็นคนชอบทำบุญ เราเป็นตระกูลที่มีสัมมาทิฏฐิ เป็นครอบครัวที่ชอบใส่บาตร คุณแม่จะหุงข้าวทุกๆเช้าและคดข้าวใส่บาตรไว้ แต่คุณแม่จะต้องไปทำนาแต่เช้า จะใส่บาตรไม่ทัน จึงให้ดิฉันใส่บาตรแทนก่อนที่จะไปโรงเรียนทุกวัน ดิฉันได้ซึมซับและจำได้ว่าดิฉันได้ทำบุญคุณพ่อคุณแม่จะพาดิฉันไปทำบุญที่วัดอย่างสม่ำเสมอ วัดที่ไปทำบุญเป็นประจำคือวัดหัวตะพาน ซึ่งดิฉันก็เรียนหนังสือที่วัดหัวตะพานแห่งนี้ เรียนบนศาลาวัด พอวันพระก็ต้องหยุดเรียน เพราะคุณครูจะให้ทำความสะอาดศาลา เนื่องจากชาวบ้านจะมาทำบุญกันอย่างมากมาย

การศึกษา

ดิฉันเรียนจบชั้นประถมศึกษาปี่ที่ ๔ ที่ ร.ร.วัดหัวตะพานแต่ไม่มีโอกาสได้เรียนต่อ ถึงแม้ว่าดิฉันอยากจะเรียนก็ตามคุณพ่อคุณแม่ให้เหตุผลว่า เป็นลูกผู้หญิงไม่จำเป็นต้องเรียนให้อยู่บ้านช่วยงานบ้านจะได้ช่วยงานคุณแม่ด้วย คุณแม่รักดิฉันมากเพราะเป็นลูกสาวคนเดียว ท่านมีความหวังที่จะพึ่งลูกสาวคนนี้ ส่วนลูกชายทั้ง ๔ คนนั้น คุณแม่เห็นว่าคงไม่สนิทเหมือนลูกสาว

ได้กราบหลวงพ่อสังวาลย์ เขมโก (หลวงพ่อใหญ่)

ปี พ.ศ.๒๕๑๓ อายุประมาณ ๑๗ ปี ดิฉันมีโอกาสได้พบหลวงพ่อสังวาลย์ เขมโก หรือลูกศิษย์เรียกท่านว่า “หลวงพ่อใหญ่” เมื่อคราวที่คุณป้าปิ่น สังข์มุรินทร์ (พี่สาวคุณพ่อ) พาดิฉันไปวัดไกลกังวล เขาสารพัดดี ต.บ้านเชี่ยน อ.หันคา จ.ชัยนาทจำได้ว่าเป็นช่วงเดือนเมษายน ทางวัดได้จัดกวนข้าวทิพย์ และมีพิธีฌาปณกิจศพ หลวงพ่อป้อง ดิฉันมีโอกาสไปงานนี้ เมื่อตอนเด็กๆ มีความรู้สึกว่าพระจะเทศน์ประวัติหลวงพ่อป้องตลอดทั้ง ๗ วันก่อนเผาและมีการสวดทุกคืน มีทั้งพระสงฆ์และแม่ชี เมื่อดิฉันได้ฟังเทศน์และฟังสวดทุกคืน ทำให้ดิฉันมีความรู้สึกว่ามีความสุขมากเกิดศรัทธาอยากบวชเป็นแม่ชีอย่างที่สุด เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกที่วัดเขาสารพัดดีแห่งนี้ พร้อมทั้งได้กราบหลวงพ่อใหญ่ได้พบแม่ชีมากมายด้วย นับเป็นมงคลแก่ดิฉันอย่างมาก ในช่วงนั้นญาติของดิฉันชื่อคุณแม่ชีสำอาง สังข์มุรินทร์ (ลูกของคุณป้าปิ่น) ได้บวชอยู่ที่นี่ด้วย ปัจจุบันท่านเป็นหัวหน้าแม่ชีในวัดนี้

พี่ชายดิฉันชื่อนายสำรวมได้มาบวชพระ และได้เข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานกับหลวงพ่อใหญ่ที่วัดแห่งนี้ ดิฉันจึงได้มีโอกาสเข้ามาส่งพี่ชายกับคุณแม่ด้วย ดิฉันได้มาดูแลส่งปิ่นโตอาหารในทุกเช้าที่ห้องกรรมฐาน และได้เป็นลูกศิษย์แม่ชีบิณฑบาตเป็นคนติดตามหิ้วปิ่นโตและหาบสำรับให้คุณแม่ชี พร้อมทั้งได้ถือศีล ๘ ด้วย คุณแม่ได้ให้ทดสอบก่อนว่าถ้าจะบวชชีดิฉันจะปฏิบัติได้หรือไม่ ดิฉันตอบคุณแม่ว่าดิฉันทำได้ทุกอย่าง เพื่อที่จะได้บวชชี คุณแม่เปลี่ยนใจจะไม่ให้บวช ดิฉันร้องไห้ทุกคืนอยาก จะขอบวชดิฉันสวดมนต์ทำวัตรเช้า-เย็นทุกวันหลังจากกลับมาอยู่บ้านแล้ว

ในเวลาสวดมนต์แปลทำวัตรเช้า - เย็นก็มีความรู้สึกเหมือนมีพระพุทธเจ้ามานั่งอยู่ตรงที่สวด มีความประทับใจทุกครั้งที่สวดมนต์ทำวัตรเช้า – เย็น และช่วงสวดมนต์แปลทำวัตรเช้าที่ว่า รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง สัญญาไม่เที่ยง สังขารไม่เที่ยง วิญญาณไม่เที่ยง ดิฉันมีความรู้สึกเข้าใจในความไม่เที่ยงของสังขารร่างกายตามความเป็นจริงและเห็นโลกนี้ไม่น่าอยู่มีแต่ความสลดสังเวชในการเกิด แก่ เจ็บ ตายของสัตว์โลกดิฉันมีความเข้าใจในคำสวดนั้นทำให้เข้าใจในความไม่เที่ยงเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สรุปว่า “ สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ ธรรมทั้งหลายไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ” ดิฉันมีคำตอบในใจว่าในโลกนี้มีแต่ทุกข์

เมื่อได้พบหลวงพ่อใหญ่อีกครั้งท่านก็ชวนให้ดิฉันบวชท่านพูดกับดิฉันว่า “นกแก้วบวชเถอะ พรหมจรรย์เท่านั้นแหละที่สุดแห่งทุกข์ ” ดิฉันยังจำติดใจมาจนทุกวันนี้และเป็นธรรมที่ไพเราะจับใจ ทำให้ดิฉันได้หยุดนิ่งไม่ต้องการที่จะไปอยู่ในโลกมายาต้อง การดิ้นออกจากโลกมาสู่เพศพรหมจรรย์ จากความตั้งใจจริงอันเด็ดเดี่ยวทำให้ดิฉัน สมความปรารถนาเมื่อคุณแม่อนุญาตให้บวชได้ เพราะทนกับคำรบเร้าอ้อนวอนของดิฉันไม่ได้ คุณแม่ท่านเสียใจมากที่ลูกสาวคนเดียวจะออกจากบ้าน วันที่ออกบวชตรงกับวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๔ อายุ ๑๘ ปี คุณแม่ได้มาส่งที่วัดเหนือ ต.แพรกศรีราชา อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท ในขณะนั้นพระอธิการพิน ขนฺตธมฺโม (หลวงพ่อพิน) ท่านได้เดินธุดงค์มาที่วัดนี้ ซึ่งเป็นวัดร้าง หลวงพ่อได้มาสร้างให้เป็นที่พักสงฆ์ ดิฉันอยากบวชมากพอคุณแม่ท่านอนุญาตก็ได้มาบวชที่วัดนี้เลย เพราะอยู่ใกล้บ้านระยะทางห่างจากบ้านเพียง ๖ ก.ม. ในขณะนั้นยังไม่ได้คิดที่จะไปบวชที่วัดไกลกังวล เขาสารพัดดีเพราะสมัยก่อนนั้นไกลมาก หลวงพ่อพินท่านเป็นพระสายกรรมฐานท่านได้เดินธุดงค์มาด้วยกัน ๒ รูปกับหลวงพ่อสนิท ดิฉันบวชอยู่วัดนี้ได้ประมาณ ๓ เดือน ต่อมาหลวงพ่อใหญ่ได้เดินทางมาที่วัดเหนือ เพื่อมาเยี่ยมหลวงพ่อพิน ดิฉันจึงถือโอกาสนี้กราบลาหลวงพ่อพินและหลวงพ่อสนิท เพื่อติดตามหลวงพ่อใหญ่ไปอยู่ที่วัดเขาสารพัดดีก็ได้ขึ้นรถเดินทางไปกับท่าน พอถึงวัดเขาสารพัดดี ดิฉันมีความสุขมากหลวงพ่อได้จัดให้อยู่กระต๊อบไม้ไผ่มุงด้วยหญ้าคา ขนาดกว้าง ๑ เมตรครึ่ง ยาว ๒ เมตร ขนาดนอนได้คนเดียวจริง ๆ

ดิฉันได้ปฏิบัติกิจวัตรของแม่ชีได้เดินบิณฑบาตกับคณะแม่ชีทำวัตรเช้า – เย็นตอนบ่ายหลวงพ่อใหญ่ลงมาสอน และในบางครั้งหลวงพ่อใหญ่ได้ลงมาสอนสมาธิในเวลากลางคืน มีแม่ชีจำนวนไม่เกิน ๑๐ ท่าน ดิฉันจะนั่งแถวหน้าทุกวันการนั่งสมาธิหลวงพ่อได้คุมสมาธิให้ดิฉันเพราะดิฉันยังไม่ได้สมาธิ หลวงพ่อได้สอนลมหายใจเข้า ลมหายใจออกเป็นพุทโธ ลมหายใจเข้าภาวนาว่า “ พุท ” ลมหายใจออกภาวนาว่า “โธ” จนเข้าเดือนเทศกาลเข้าพรรษาจึงได้ขอหลวงพ่อเข้าห้องวิปัสสนากรรมฐาน

ขออนุญาตหลวงพ่อใหญ่เข้าห้องวิปัสสนากรรมฐาน

เมื่อเอ่ยขออนุญาตหลวงพ่อใหญ่ได้มองหน้าดิฉันและท่านก็อนุญาตให้เข้าห้องกรรมฐาน ๓ เดือน ให้อยู่คนเดียวไม่พูดคุยกับคนภายนอก ทานอาหาร ๑ มื้อ ให้ทานน้ำเปล่า ไม่มีน้ำปานะ อารมณ์ที่เกิดคือ จิตก็คิดถึงแต่พ่อแม่ ร้องไห้แทบทุกคืนอยากกลับไปดูแลรับใช้พ่อแม่ที่บ้านไม่มีอารมณ์ใด ๆ เกิดขึ้นนอกจากคิดถึงบ้านคิดถึงพ่อแม่อย่างเดียวก็ต่อสู้กับอารมณ์นี้จนครบ ๓ เดือน ก็เกิดความคิดอยากจะสึกกลับไปอยู่บ้านเพราะคิดว่าตัวเองปฏิบัติแล้วไม่มีอะไรดีขึ้นจิตก็ท้อถอยมากหลังจากออกพรรษาแล้ว

หลวงพ่อสำรวม สิริภทฺโท อาจารย์รองจากหลวงพ่อสังวาลได้ทราบข่าวว่าจะสึกจึงให้คนมาตามไปฟังธรรมจากท่านประมาณ ๑ ชั่วโมง ท่านได้ชี้ให้เห็นทุกข์ของทางโลกเป็นเช่นไรจนเกิดความสว่างในจิตเมื่อได้ฟังธรรมจากหลวงพ่อสำรวมแล้วอารมณ์ที่เคยคิดจะสึกก็ดับหมด ก็ตั้งใจเริ่มปฏิบัติเหมือนการนับหนึ่งใหม่ ดิฉันจึงพยายามประคับประคองการภาวนาไปเรื่อย ๆ จิตก็กลับมาสดชื่นเบิกบานในธรรมตลอดเวลาอารมณ์ที่คิดจะสึกหรืออยากกลับไปอยู่บ้านไม่มีเกิดขึ้นอีกเลย ก็ตั้งใจว่าสักวันหนึ่งคงจะได้ตอบแทนพระคุณแม่โดยรับท่านมาอยู่ด้วยกันที่วัด

ช่วงเข้ากรรมฐานสามารถรู้ไปถึงอนาคตหรือย้อนไปในอดีตได้เด่นชัดขึ้นอย่างมากมายก็เกิดความสลดสังเวชในวัฏฏสงสาร ภพชาติของตัวเองที่เกิดๆ ตายๆมากมายหลายสิบชาติ ชาติที่สลดใจมากๆ คือเห็นแม่บังเกิดเกล้าของตัวเองในชาตินี้เคยเป็นเมียหลวงมาก่อนและเห็นป้ากวาคนในหมู่บ้านเป็นเมียน้อยคู่กับแม่ของดิฉันก็เลยหายสงสัยในความรักที่ป้ากวามีให้เมื่อตอนบวชป้ากวาก็จะติดตามมาหาที่วัดบ่อย ๆ ถ้าดิฉันไม่ได้กลับไปบ้านก็จะถามถึงเสมอ ๆ เมื่อระลึกชาติเห็นอดีตมากมายก็ทำให้เกิดความตั้งใจในการปฏิบัติให้สูงขึ้นไปให้หมดภพชาติการเกิดการตายภายในชาตินี้ ขอเป็นชาติสุดท้ายและบอกกับตัวเองเสมอว่า “เราจะหวังให้สูงสุดและจะไม่หยุดหวัง” ชาตินี้ขอเอาชีวิตเป็นเดิมพันในการประพฤติปฏิบัติทำอย่างไรก็ได้ ปฏิบัติอย่างไรก็ได้ขอให้หมดทุกข์ดับสิ้นซึ่งกิเลส เพราะมีความเบื่อหน่ายในการเกิด – การตาย จึงตั้งใจปฏิบัติอย่างไม่ท้อถอยในอารมณ์ที่มีอยู่ในจิต ราคะ โทสะ โมหะ ที่มีอยู่ในขันธสันดานชาตินี้ขอประหัตประหารให้สิ้นเสียที มิฉะนั้น ก็จะต้องมีการเกิดอยู่ร่ำไปไม่มีที่สิ้นสุด

ในการเข้ากรรมฐานนี้หลวงพ่อใหญ่ให้การบ้านโดยการเปลี่ยนคำบริกรรมภาวนาจากพุทโธ มาเป็น พองหนอ-ยุบหนอ ท้องพองก็กำหนดที่ท้องว่า “พองหนอ ” ท้องยุบก็กำหนดที่ท้องว่า“ ยุบหนอ ” เหยียดหนอ คู้หนอ เคี้ยวก็เคี้ยวหนอกลืนก็กลืนหนอ รสก็รสหนอ ก็ให้ทันปัจจุบันในอิริยาบถหยาบหรือละเอียดให้ภาวนาหนอทั้งหมด การเดินจงกรม เท้าขวาย่างก็กำหนดว่า “ ขวาย่างหนอ” เท้าซ้ายย่างก็กำหนดว่า “ ซ้ายย่างหนอ ” ตามสติปัฏฐานสี่ทางสายเอกของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นหลักสูตรที่พระเดชพระคุณพระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทธิ) วัดมหาธาตุฯ ใช้สอนแก่ลูกศิษย์ หลวงพ่อใหญ่เป็นลูกศิษย์ยุคแรกๆ ท่านได้รับใบประกาศนียบัตรหลักสูตรวิปัสสนากรรมฐาน ได้รับอนุญาตให้เปิดสอนวิปัสสนากรรมฐานได้ ต่อมาเมื่อออกจากห้องกรรมฐานแล้วหลวงพ่อก็ให้ใช้อารมณ์การภาวนา “ พุทโธ ” กำหนดสติตามดู – ตามรู้เท่าทันในอิริยาบถเหมือนเดิม เมื่อออกจากห้องกรรมฐานก็ช่วยงานวัดอย่างเข้มแข็งเพราะวัดเพิ่งจะก่อสร้างในปีแรกๆ ยังไม่มีความสมบูรณ์อะไรเลย ก็ยังต้องหาบน้ำขึ้นมาอาบบนเขาที่กุฏิ และหาบน้ำเข้าโรงครัวเพื่อทำอาหาร และยังคงต้องไปบิณฑบาตไป – กลับเป็นระยะทางถึง ๖ ก.ม.ทุกวัน หลวงพ่อท่านพาปฏิบัติเข้มต้องตื่นนอนตั้งแต่ตี ๒.๔๕ โดยฟังเสียงระฆัง สวดมนต์ทำวัตรเช้าเวลาตี ๓ เป็นเวลา ๑ ชั่วโมง นั่งสมาธิเวลาตี ๔ เป็นเวลา ๑ ชั่วโมง เวลาตี ๕ ก็ช่วยกันปัดกวาดถูศาลาอีก ๑ ชั่วโมง จนถึงเวลา ๖ โมงเช้า ออกบิณฑบาตกลับมาถึงวัดเวลา ๘ โมงเช้า เวลา ๙ โมงเช้าก็ฉันอาหารเช้ามื้อเดียว เวลา ๑๑ โมง ทำกิจส่วนตัวที่กุฏิ เวลาบ่าย ๒ โมง ฝึกสมาธิกับหลวงพ่อที่ศาลา ได้อยู่ใกล้ชิดครูบาอาจารย์ ท่านก็ติวเข้มให้ตลอดเวลา เป็นชีวิตที่มีความสุขและอบอุ่นเพราะหลวงพ่อท่านมีเมตตาที่เปี่ยมล้นต่อลูกผู้หญิงซึ่งจะหาผู้ใดเปรียบเสมอเหมือนหลวงพ่อนั้นหาได้ยากมาก อยู่กับหลวงพ่อใหญ่มาเรื่อย ๆ จากมีพระไม่กี่รูป มีแม่ชีไม่กี่ท่าน จากกุฏิหลังแรกที่มุงด้วยหญ้าคาฝาไม้ไผ่ ก็มีพระและแม่ชีเพิ่มขึ้น บางปีมีพระถึง ๕๐ – ๖๐ รูป มีแม่ชีเกือบ ๑๐๐ ท่าน และหลวงพ่อท่านก็ได้พัฒนาวัดให้เจริญขึ้นเรื่อย ๆ ตามลำดับ จนกุฏิไม้มาเป็นตึกอาคารถาวรวัตถุที่สมบูรณ์

หลวงพ่อให้พิจารณาร่างกายเป็นอสุภเป็นของปฏิกูลและให้เห็นร่างกายมีแค่โครงกระดูกดิฉันก็กำหนดให้เป็นโครงกระดูกขึ้นมาทั้งวัน ในขณะที่ดิฉันบิณฑบาตรับอาหารอยู่นั้นก็เห็นชาวบ้านที่มาใส่บาตเป็นโครงกระดูก และก็เห็นมือของดิฉันที่กำลังเปิดฝาบาตอยู่นั้นเป็นกระดูกเช่นกัน ดิฉันจึงเกิดความสลดสังเวชในตัวเองทำให้ดิฉันปฏิบัติแบบไม่มีความท้อถอยเพราะมีความมุ่งมั่นในเรื่องอรรถ เรื่องธรรมที่หลวงพ่อสอนทุกวันว่า “ มรรคผลนิพพานนั้นมีจริง ๆ ให้เร่งความเพียรอย่ามัวล่าช้า ” ดิฉันต้องต่อสู้กับอารมณ์ของตัวเองเพราะเป็นคนใจร้อน เจ้าอารมณ์ เจ้าโทสะ อารมณ์ดิฉันไวมากไหวตามไม่ทันอารมณ์ จึงต้องจับจิตไว้กับร่างกายที่เป็นกระดูกไม่ไหวไปกับอารมณ์อื่นก็เห็นว่าการตั้งอารมณ์ไว้ในร่างกายนี้ได้ผลมากก็จับหลักธรรมได้ แล้วตอนนี้ก็เจริญภาวนาเบาๆก็เข้าสมาธิได้ไวมาก กลับจากรับบาตรทานอาหารแล้วมาเดินจงกรม ก็มีแต่ความสุขเปี่ยมปีติสุขทั้งวัน มีความรู้สึกว่าชีวิตนี้ไม่เอาอะไรแล้วแค่มีความสุขอย่างนี้ก็พอ แต่หลวงพ่อท่านรู้วาระจิต พอตอนเช้ากลับจากบิณฑบาต ยังไม่ทันจะส่งอารมณ์กับหลวงพ่อ ท่านก็ทักว่าอย่าติดสุขนะ สุขนั้นไม่เที่ยง ทำพระนิพพานให้แจ้งเท่านั้นแหละก็สะดุ้งสุดตัวเลย เพราะดิฉันกะไม่บอกกับใครว่าดิฉันมีความสุขทั้งวันทั้งคืน เพราะอารมณ์ของดิฉันขณะนั้นฝึกจนเป็นวสีคล่องแคล่วมาก แค่จะยกเท้าขวาทับเท้าซ้ายไม่ทันเสร็จเลยจะนั่งสมาธิจิตก็เป็นสมาธิแล้ว หรืออย่างตอนหาบน้ำขึ้นเขาอยู่ดีๆ ก็เข้าสมาธิตัวมันเบาแทบลอยเกือบจะล้ม ต้องหยุดคลายสมาธิก่อนถึงจะหาบน้ำต่อไปได้ ดิฉันรู้สึกสนุกกับการปฏิบัติธรรมมากๆ ว่ามีอะไรพิสดารหลายๆอย่างเกิดขึ้นกับจิตของดิฉัน จึงลองกำหนดจิตดูว่าวันนี้อยากได้ไข่ต้มก็มีคนเอาไข่ต้มมาใส่บาต รุ่งขึ้นก็กำหนดจิตให้ได้ปลาเค็ม ชาวบ้านก็เอาปลาเค็มมาใส่บาต ดิฉันรู้สึกตื่นเต้นมากว่าจิตนี้หนอคิดอะไรได้สมใจหนอ ก็ไปส่งอารมณ์กับหลวงพ่ออีกว่า ลูกกำหนดไข่ต้ม ก็ได้ไข่ต้ม กำหนดปลาเค็ม ก็ได้ปลาเค็ม หลวงพ่อบอกว่าต่อไปนี้ห้ามคิดห้ามกำหนดอยากได้ เพราะจิตมันเป็นกิเลส ดิฉันรึอุตส่าห์ตื่นเต้นอยู่คนเดียวว่ามันพิสดาร แต่หลวงพ่อก็บอกว่าดิฉันมีฤทธิ์ขณะนั้นก็งงๆ อยู่ว่าฤทธิ์มันเป็นอย่างไร และในปัจจุบันนี้ก็พอเข้าใจบ้างว่า อิทธิฤทธิ์ บุญฤทธิ์เป็นอย่างไร รู้ได้เฉพาะตน ดิฉันจึงถือว่าเป็นผู้ที่โชคดีที่มีครูบาอาจารย์ที่มีคุณธรรมพิเศษ หลวงพ่อไม่ได้เรียนหนังสือ อ่านหนังสือไม่ออกแต่สามารถรู้วาระจิตของลูกศิษย์ได้ หลวงพ่อจะเทศนามีคนฟังเป็นพันๆ คนที่ฟังหลวงพ่อเทศน์ก็จะถูกใจทุกคน คือ เทศนาปาฏิหาริย์รู้จิตคน

หลวงพ่อพยากรณ์ดิฉันว่าจะเป็นผู้สืบทอดพระพุทธศาสนา เมื่อได้ฟังในขณะนั้นก็ยังไม่ค่อยเข้าใจว่าจะสืบทอดพระพุทธศาสนาได้อย่างไร จนเวลาผ่านไป ๓๐ กว่าปีจึงเข้าใจคำพูดหลวงพ่อว่าขณะนี้ เวลานี้เป็นไปตามคำที่หลวงพ่อพูดไว้กับดิฉัน ถึงแม้ว่าหลวงพ่อจะไม่มีอายุสังขารในปัจจุบันนี้แล้ว ดิฉันก็ยังระลึกกราบหลวงพ่อทุกเช้า – ค่ำ และระลึกอยู่ตลอดเวลาว่าที่ได้ดีทุกวันนี้ เพราะมีครูบาอาจารย์ที่หล่อหลอมจิตใจให้เป็นนักสู้ไม่ท้อถอยในการประพฤติปฏิบัติธรรม หลวงพ่อให้กำลังใจดิฉันเสมอในเรื่องปฏิบัติธรรม และอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่หลวงพ่อพูดกับดิฉันได้เป็นเรื่องจริงทุกๆเรื่อง เช่นยกตัวอย่าง เรื่องที่หลวงพ่อพูดกับแม่ชีท่านอื่นว่าต่อไปข้างหน้าดิฉันจะไม่ได้อยู่กับหลวงพ่อหรอก แต่ดิฉันก็ยังตะแบงกับแม่ชีท่านที่มาเล่าให้ฟังว่า ดิฉันไม่ไปไหนจะอยู่กับหลวงพ่อ เรื่องก็เกิดขึ้นจริงๆ เพราะหลวงพ่อก็ไปอยู่วัดทุ่งสามัคคีที่สุพรรณ ดิฉันก็ยังคงอยู่ที่เขาสารพัดดี จ.ชัยนาท ไม่ได้ย้ายตามหลวงพ่อไปแต่ได้อยู่กับหลวงพ่อสำรวม สิริภทฺโท เป็นอาจารย์รองที่ดูแลวัดเขาสารพัดดี รองจากหลวงพ่อเพราะว่าตอนนั้นหลวงพ่อต้องการไปสร้างโบสถ์ที่วัดทุ่ง -สามัคคีธรรม จ. สุพรรณบุรี ซึ่งเป็นบ้านเกิดของหลวงพ่อ ขณะนั้นเป็นปี พ.ศ. ๒๕๒๔ ดิฉันห่วงเรื่องปฏิบัติธรรม ดิฉันก็ขอเข้าปฏิบัติธรรมเป็นเวลาอีก ๙ เดือน ดิฉันก็รู้สึกได้สภาวะจิตที่ว่างเบาสบาย มีความสุขมาก เป็นผลของการปฏิบัติธรรม หลวงพ่อสำรวมก็บอกให้ออกมาช่วยงานข้างนอก ดิฉันก็ออกมารับผิดชอบก่อสร้างศาลาหลังใหญ่ของวัดสร้างกุฏิกรรมฐานด้วยความปีติและยินดี ช่วยงานวัดอย่างเต็มที่ ดิฉันก็สังเกตจิตของดิฉันเป็นเวลา ๑ ปี ที่ดิฉันทำงานหนักๆ จิตไม่ไหว ไม่กระเพื่อม เมื่อสัมผัสกระทบทั้งหลายจิตมันเย็นสงบอยู่ประมาณ ๑ ปี โดยไม่ต้องกำหนดอะไร ๑ ปีผ่านไปดิฉันเห็นจิตดิฉันไหว เมื่อผัสสะมากระทบ ดิฉันเริ่มเบื่อหน่ายวัดดิฉันก็ลาครูบาอาจารย์ไปอยู่ภาคเหนือกับหลวงพ่อทอง วัดร่ำเปิง อ. เมือง จ. เชียงใหม่ ใกล้ๆ กับสนามบินดิฉันก็ไปขอเข้าห้องวิปัสสนากรรมฐานต่อกับหลวงพ่อทอง (ช่วง ที่ดิฉันไปเข้าวิปัสสนากับหลวงพ่อดิฉันเห็นจิตตัวเองใสเหมือนเพชรเลย ดิฉันมีความปีติมาก) แล้วดิฉันก็ไปพักวัดพระธาตุจอมกิตติ เชียงแสน ก็ไปเข้าวิปัสสนาอีกเป็นเดือน ประมาณครึ่งปี ดิฉันก็กลับมาเขาสารพัดดีอีก มาอยู่ได้อีกประมาณ ๑ ปี ดิฉันขอเข้าวิปัสสนาอีก เพราะดิฉันเริ่มเบื่อสังคมภายนอก จึงตั้งสัจจะว่าจะเข้าวิปัสสนา ๓ ปี ดิฉันอยู่ได้ ๒ ปีครึ่งก็ป่วยหนักจึงออก คนต้องหามดิฉันเข้าโรงพยาบาล ผลการปฏิบัติธรรมช่วงที่ดิฉันปฏิบัติ ๒ ปีครึ่ง ดิฉันได้รสชาติของพระธรรมอย่างลึกซึ้งอย่างที่ไม่เคยได้มาก่อน จิตดิฉันไหว จิตดิฉันกระเพื่อมดิฉันรู้ทุกขณะ จนไม่ไหว จนไม่กระเพื่อม กระทั่งคนที่ส่งอาหารดิฉันก็จำไม่ได้เพราะสัญญาดิฉันดับ ไม่มีตัวปรุงแต่งมีแต่ตัวรู้ปัจจุบัน เห็นสักแต่ว่าเห็น ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน หูทิพย์ จิตทิพย์ ดิฉันเกิดหมดมากมาย ใครนึกคิดอะไรดิฉันก็ไปรู้เรื่องเขาดิฉันก็รู้สึกเหนื่อยมากที่ไปรับรู้เรื่องคนอื่น ดิฉันก็เริ่มมีทุกข์กับเรื่องของคนอื่น มีแม่ชีอยู่ ๑ ท่าน กำลังจะไปหาหมอที่โรงพยาบาลศิริราชที่กรุงเทพฯ ในตอนเช้าเขาก็ต่อว่าในใจกับดิฉันว่า ทำไมไม่ให้เงินเขาไปโรงพยาบาลช่วยค่าหมอเขา จิตดิฉันก็รู้ว่าเขาต่อว่าในใจ ดิฉันก็ทนไม่ได้ต้องเอาเงินไปให้เขาอีก ๑ พันบาท เขาก็ตกใจว่ารู้ได้ยังไงเพราะเขาไม่ได้พูดกับใครแค่นึกขึ้นในจิต ดิฉันก็บอกว่ารู้ได้ก็แล้วกัน ดิฉันไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร ดิฉันจึงตั้งจิตอธิษฐาน ขอให้ญาณหยั่งรู้ที่เกิดจากการปฏิบัติธรรมทั้งหมดให้ดับไปเพราะดิฉันเบื่อมากแล้ว ไม่อยากรู้ไม่อยากเห็นอะไรทั้งสิ้น ฤทธิ์เดชอะไรทั้งหลายดิฉันไม่ต้องการ เพราะดิฉันรู้ในจิตว่าไม่ใช่เรื่องดับทุกข์ ไม่ใช่เรื่องสิ้นอาสวะกิเลส มันกลับเป็นเรื่องเพิ่มกิเลสถ้าเราไม่รู้ทันก็จะหลงได้ แล้วดิฉันก็นึกถึงหลวงพ่อสังวาลย์มากๆ ที่ลูกศิษย์เรียกติดปากว่าหลวงพ่อใหญ่ จึงได้กราบลาหลวงพ่อสำรวมเพื่อมาอยู่กับหลวงพ่อใหญ่

มาอยู่วัดทุ่งสามัคคีธรรม จ.สุพรรณบุรี

เมื่อเดินทางมาถึงวัดทุ่งสามัคคีธรรมช่วงนั้นกำลังจัดงานผูกพัทธสีมา ฝังลูกนิมิตพระอุโบสถ ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลีพระวรราชาธินัดดามาตุ เสด็จมาเป็นองค์ประธานในการผูกพัทธสีมาในครั้งนี้ด้วย หลวงพ่อได้จัดให้มีการแสดงธรรมและปฏิบัติธรรมตลอดทั้ง ๙ วัน ๙ คืน มีผู้เข้าร่วมบวชปฏิบัติธรรมถึง ๓,๐๐๐ คน ดิฉันก็ได้ช่วยงานหลวงพ่ออย่างเต็มความสามารถ

ผลของการปฏิบัติในห้องวิปัสสนากรรมฐาน ให้รู้ทันจิต จิตไหว จิตกระเพื่อม จิตส่งออกข้างนอกก็ให้รู้เท่าทัน เมื่อกำหนดตามดูตามรู้เท่าทันจิต ให้อยู่กับปัจจุบันก็เกิดความเพลิดเพลิน รู้แค่ว่ามืดแล้ว – สว่างแล้ว เพราะจิตไม่ได้ส่งออกไปไหน เพราะจิตอยู่กับตัวรู้ปัจจุบัน เมื่อทำไปเรื่อยๆ กำหนดรู้ไปเรื่อยๆ มีความรู้เด่นชัดขึ้นในจิตว่า ไม่มีกลางวัน ไม่มีกลางคืนหรอก เป็นเพียงแค่สมมุติเราเองต่างหากเป็นผู้ไปกำหนดค่าความหมายว่า กลางวัน – กลางคืน พอเข้าใจเช่นนี้ก็ทำให้ปฏิบัติได้โดยไม่มีเวลากลางวันหรือกลางคืน

ในข้อระเบียบของการเข้าห้องวิปัสสนานั้นกลางวันให้ใช้อิริยาบถ ๓ คือ ยืน เดิน นั่ง หลังไม่ให้แตะพื้น แต่ในเวลากลางคืนให้ใช้อิริยาบถ ๔ คือ นอนได้ แต่ตัวดิฉันเข้าใจว่าไม่มีกลางวัน – กลางคืน จึงปฏิบัติได้ตลอดเวลา โดยจิตตื่นอยู่ตลอดเวลา ไม่ง่วงนอน เพราะจิตร่าเริง แจ่มใส เบิกบานอยู่ในธรรม ผลของการเข้าห้องวิปัสสนา กรรมฐาน ยังมีอีกมากมายที่บรรยายไม่รู้จักหมดต้องให้ท่านผู้อ่านเข้าห้องปฏิบัติเองจึงจะรู้ได้เฉพาะตน เป็นผลที่สูงสุดของการปฏิบัติเพราะครูบาอาจารย์ไม่ให้ทำอะไรเลย ให้ดูกาย ดูจิต ตามดู ตามรู้อย่างเดียว มีสติทุกขณะจิต นี่คือการบ่มอินทรีย์สังวร หรือที่เรียกว่าสำรวมอินทรีย์ทั้ง ๖ คือ หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ ซึ่งเป็นบ่อเกิดขึ้นอารมณ์ต่าง ๆ เมื่อเกิดมีผัสสะมากระทบ ให้กำหนดรู้เท่าทันทุกอารมณ์ที่เกิดตลอดเวลา เมื่อเราฝึกปฏิบัติอย่างนี้แล้วจะทำให้สติคมเด่นชัดขึ้น เมื่อมีอะไรเกิดขึ้นกับจิต สติจะเป็นตัวตัดตลอดเวลาไม่ให้มีอารมณ์เกิดขึ้นถึงใจ จึงเรียกว่าเป็น “ มหาสติ ” เมื่อมีมหาสติก็จะทำให้เกิด “ มหาปัญญา ” เป็นผู้รอบรู้ตลอดเวลา ผลของการเข้าห้องวิปัสสนานี้ ทำให้ดิฉันระลึกถึงพระคุณของครูบาอาจารย์น้อมอยู่ในใจเสมอ จึงเกิดความคิดขึ้นในใจว่า ถ้าเมื่อไรได้เป็นครูบาอาจารย์บ้างก็จะทำห้องวิปัสสนากรรมฐาน เพื่อให้คนได้มาเข้าปฏิบัติได้รู้ตามเหตุ – ตามปัจจัยของผู้ปฏิบัติธรรมเอง

หาป่าที่วิเวกเหมาะแก่การปฏิบัติ

หลังจากที่ดิฉันได้มาอยู่วัดทุ่งสามัคคีธรรมและได้ช่วยงานเสร็จแล้วดิฉันก็คิดที่จะไปหาป่าอยู่เพราะได้บอกกับแม่ชีสวรรค์ จันชื่นว่าอาจจะไปอยู่ป่า เผอิญคุณวีณา โกสินทราภรณ์ หรือพี่ปู ได้ไปเยี่ยมดิฉันที่วัดทุ่งสามัคคีธรรม จึงได้ปรารภเรื่องที่จะไปอยู่ป่าให้ฟัง พี่ปูได้บอกว่า ที่อำเภอบ้านบึงมีป่าบนเทือกเขาเขียวมีพระมาสร้างวัดให้ลองมาเที่ยวดู เมื่อออกพรรษาประมาณเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๑ ดิฉันจึงได้เดินทางมาบ้านบึงกับแม่ชีมณี เพชรดารา เพื่อเยี่ยมพี่ปูและได้พาดิฉันมาพบกับท่านพระครูพุทธบาล พุทธญาโณ และคุณป้ากมลา ลิมปกร ท่านบอกมีที่ ๑๕ ไร่ ให้สร้างสำนักชี ดิฉันได้บอกท่านว่าเบื่อวัดอยากอยู่ป่าเงียบๆ ที่ไม่มีคน เพราะดิฉันอยู่ฝ่ายปฏิคมต้อนรับอยู่กับคนเป็นร้อยเป็นพัน ก็รู้สึกเบื่อหน่ายคนมาก ท่านจึงให้ไปดูบนเขาซึ่งต้องเดินทางเท้าขึ้นมาอีกเป็นระยะทาง ๓ กิโลเมตร ป้ากมลา ลิมปกร เป็นผู้ดูแลวัดได้พาขึ้นมา พอมาถึงบนเขาดิฉันได้นั่งสมาธิจนจิตรวมเป็นหนึ่งเดียวมีความสุขมาก และได้อธิษฐานว่าถ้าในป่านี้ดิฉันได้เคยอยู่บำเพ็ญภาวนามาแล้ว ขอให้ดิฉันได้กลับมาอยู่ที่นี่อีก จากนั้นก็กลับวัดทุ่งสามัคคีธรรมเล่าให้แม่ชีสวรรค์ฟังว่า ได้พบป่าอย่างที่หวังไว้เพราะเห็นในนิมิตเมื่อตอนเข้ากรรมฐานแล้ว จึงได้นัดกับแม่ชีสวรรค์เตรียมตัวเดินทางมาอยู่ปฏิบัติบนเขา และเกิดความพอใจในสัปปายะมากเพราะเป็นป่ากลางเขา มีน้ำตก ลำธารไหลผ่าน เป็นที่ ๆ เคยเห็นในนิมิตที่ได้เห็นในสมาธิว่าสถานที่ตรงนี้เราเคยอยู่มาแล้วในอดีตเมื่อ ๑,๐๐๐ กว่าปีที่แล้ว ดิฉันเคยเป็นฤๅษีนั่งบำเพ็ญตบะบนโขดหิน นุ่งห่มหนังเสือมีหนวดเครายาวๆ เหมือนมีความรู้สึกกระหายป่าเขามาก พอมาถึงแดนนี้ก็เยือกเย็นในใจทั้งที่อยู่กลางป่า จิตไม่สะทกสะท้านหวั่นไหว จึงตัดสินใจว่าต้องอยู่ป่านี้แน่นอน เพราะธรรมชาติแบบนี้คงหาไม่ได้อีกแล้วสำหรับเราที่เป็นนักบวชผู้หญิง ผู้แสวงหาความสงบ วิเวก จิตจึงวางทุกอย่างลงหมด ทีแรกเข้าใจว่าสถานที่ในนิมิตคงจะเป็นที่จังหวัดเชียงใหม่ หรือเชียงราย เพราะมีป่าเขา มีน้ำมีลำธารที่สมบูรณ์ ไม่เคยคิดเลยว่าที่เห็นนั้นจะอยู่ที่จังหวัดชลบุรี ต้องขอขอบคุณพี่วีณาเป็นอย่างสูงที่ได้พามาพบกับสถานที่ดังกล่าว และพี่วีณาก็ได้ปวารณาตัวเพื่ออุปัฏฐากดูแลเรื่องอาหาร เมื่อได้มาอยู่ปฏิบัติครั้งแรกกับแม่ชีสวรรค์ ๒ รูป ต่อมาก็มีแม่ชี และคณะญาติธรรมตามมาขอปฏิบัติอยู่ด้วยรวม ๑๐ กว่าท่าน จึงกลายเป็นสำนักเล็กๆ มีกุฏิ ๑๐ หลัง มีห้องน้ำ ๕ ห้องมีโรงครัว มีศาลาปฏิบัติธรรมเล็กๆ ไว้ทำวัตรสวดมนต์เช้า – เย็น

เมื่อได้มาอยู่บนเขานี้แล้วก็ให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นอีกโลกหนึ่ง ซึ่งตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง เพราะต้องเดินทางเท้ามาอีก ๓ ก.ม. ถึงจะถึงสำนักที่อยู่บนเขาช่างเป็นสุขยิ่งนัก ไม่ต้องภาวนาอะไรแล้ว ภาวนาในใจว่า “ สุขหนอ สุขหนอ ” เพราะป่าเขา ลำธาร น้ำตก ทำให้จิตเข้าสู่ความสงบโดยธรรมชาติของสิ่งแวดล้อม มีความสุขในธรรมมาก ทำให้เกิดปรารภกับตัวเองว่าทำอย่างไร จะให้แม่มาอยู่ด้วยเป็นการตอบแทนพระคุณอย่างสูงสุด จึงตั้งสัจจะอธิษฐานจิต “ นั่งขัดสมาธิเพชรวันละ ๓ ชั่วโมงตลอดพรรษาทั้ง ๓ เดือน ” ให้แม่ตัดวิบากกรรมออกจากบ้านเรือนมาอยู่ปฏิบัติธรรมกับดิฉันบนเขานี้ เป็นที่น่ามหัศจรรย์อย่างมาก พอดิฉันกลับไปร่วมงานวันเกิดหลวงพ่อใหญ่ที่วัดทุ่งสามัคคีธรรม และได้แวะเยี่ยมแม่ที่บ้านจังหวัดชัยนาท ทันทีที่แม่ได้เห็นหน้าก็กล่าวขึ้นทันทีว่า “ ลูก! แม่พร้อมที่จะไปอยู่กับลูกแล้ว” จึงได้ตอบแม่ไปว่าตอนนี้ไม่มีวัดอยู่แล้วนะ เพราะได้ลาหลวงพ่อใหญ่ออกจากวัดทุ่งสามัคคีธรรมไปอยู่ที่ป่า จ.ชลบุรีแล้ว แม่ตอบว่า “ ถึงไม่มีวัดอยู่ ลูกของแม่ไปอยู่ป่า แม่จะขอไปอยู่ป่าด้วยกัน” นี่คือผลของการปฏิบัติทางสัจจะอธิษฐานต่อบุพการีให้แม่บังเกิดเกล้า ก็อุทานในใจว่า “ วันที่รอคอยมาถึงแล้วจะได้ดูแลแม่เสียที ” (ไม่ได้อธิษฐานให้พ่อมาเพราะรู้ใจและเข้าใจพ่ออย่างลึกซึ้ง พ่อไม่มาแน่นอนเพราะอยู่บ้านกับลูกชาย)

เมื่อแม่ได้มาอยู่ด้วยแล้วก็แนะนำแม่เรื่องการปฏิบัติธรรม ว่าแม่มาเมื่ออายุมากแล้ว ๖๐ กว่าแล้ว แม่ต้องเร่งทำความเพียรรักษาจิตอย่างเดียว ให้จิตสงบ ไม่ให้จิตไหว จิตกระเพื่อมส่งออกนอก ส่วนกายจะพักจะนอนก็ทำไป เพราะสังขารเข้าสู่วัยชราแล้ว แม่ทำความเพียรได้ดีมาก มีอยู่วันหนึ่งแม่ภาวนาตั้งแต่ ๓ ทุ่ม หลังจากที่คณะแม่ชีได้แยกย้ายกลับที่พักของตน แม่ก็ปฏิบัติต่อที่ศาลาจนถึงตี ๒ ตอนเช้าเวลา ๖ โมงเช้า แม่ได้มากระซิบให้ฟังว่า “ เมื่อคืนแม่ได้ปฏิบัติต่อจนถึงตี ๒ ได้พบความสงบพบความสุขอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต ” แม่อุทานว่า “ ถ้ารู้อย่างนี้ฉันไม่แต่งงานหรอก มีลูกตั้ง ๕ คน มีแต่ทุกข์ทั้งนั้น ” ดิฉันก็ตอบแม่ไปว่า “ ขอบคุณมากนะคะที่แม่แต่งงาน ถ้าแม่ไม่แต่งงาน แม่จะมีอาจารย์มาสอนธรรมะแม่หรือ ” แม่ได้ยินก็หัวเราะขำมากๆ แม่นับถือลูกสาวที่บวชเหมือนอาจารย์ของแม่ หลังจากทำวัตรสวดมนต์ตอนเย็น แม่ก็จะบอกกับคณะแม่ชีว่า “ ทุกคน กราบอาจารย์พร้อมกัน ” จึงรู้ว่าแม่เป็นคนไม่มีทิฐิมานะ อัตตาตัวตน ท่านจึงกราบลูกได้ ถ้ายังมีอยู่ก็จะกราบไม่ได้ เพราะถือว่าฉันเป็นแม่ แม่เป็นผู้มีสัมมาทิฐิ ว่าง่าย สอนง่าย

เมื่อแม่มาอยู่ด้วยกันแล้วดิฉันก็หมดกังวล หมดห่วง ก็เร่งทำความเพียรยิ่งๆขึ้นไป ก็ปลีกตัวเข้าห้องกรรมฐานผลัดเปลี่ยนกับแม่ชีสวรรค์ เร่งภาวนา มีความสนุกสนานในการปฏิบัติ ต่อมาคุณแม่เกิดป่วยเป็นอัมพฤกษ์ แล้วก็เป็นอัมพาตในที่สุด จึงจำต้องไปทำสำนักปฏิบัติอยู่ข้างล่างเพื่อให้แม่ได้พักรักษาตัว ถึงกระนั้นแม่ก็ร่ำร้องให้คนหามขึ้นไปบนเขาอยู่เรื่อยเพราะรักบนเขามาก แต่ดิฉันก็ไม่ได้พาขึ้นมา ก็รักษาคุณแม่มาตลอด คุณแม่ได้ปรารภให้ได้ยินบ่อยๆว่า จะขอไปตายกับหลวงพ่อใหญ่ที่วัดทุ่งสามัคคีธรรม จ. สุพรรณบุรี และในบั้นปลายชีวิตท่านก็ได้ไปตายที่สุพรรณ ฯ ตามที่ท่านได้ปรารภไว้ เมื่อวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๓๘ หลังจากที่ท่านเดินทางตามดิฉันไปจัดสวนถวายหลวงพ่อใหญ่ ที่หน้าเรือสุพรรณหงส์ เมื่อไปถึงวัดทุ่งสามัคคีธรรม ท่านกำหนดจิตไม่ทานข้าว ดื่มน้ำ อยู่ได้ประมาณ ๑๐ กว่าวัน ก็ละสังขารไปอย่างสงบ

หลังจากที่คุณแม่จากไปแล้ว ก็ได้กำหนดจิตดู ก็ได้รู้ว่าคุณแม่ไปอยู่สวรรค์ชั้นดุสิต เมื่อพบแม่บนสวรรค์ แม่บอกว่าอยู่ด้วยกันบนนี้เถิด จึงตอบแม่ไปว่าภาระข้างล่างยังมีอีกมาก คือภาระทางใจที่จะต้องปฏิบัติให้ดับสูญหมดซึ่งกิเลสทั้งปวง เพราะรู้ว่าเมื่อหมดบุญไปชั้นสวรรค์ก็ยังต้องกลับมาเกิดอีก

ภาคปฏิบัติบนเขา

ได้อาศัยป่าซึ่งมีความสงบทำความเพียรอย่างสม่ำเสมอ และในเวลากลางคืนก็ได้เดินทางลงจากเขาไปปฏิบัติพิจารณาความตายที่สุสานสุขสมบูรณ์ ระยะทางประมาณ ๗ ก.ม. ไปกลับก็ ๑๔ ก.ม. ลงไปเป็นเวลา ๓ ทุ่ม เมื่อกลับขึ้นมาก็เป็นเวลาตี ๓ ตี ๔ สุขภาพตอนนั้นแข็งแรงดี อายุประมาณ ๔๐ ปี มีเพื่อนคู่ใจรู้ใจกันดี คือ แม่ชีสวรรค์ จันชื่น ซึ่งเป็นผู้มีความอดทนสูงมาก ไปไหนก็ไปด้วยกัน เดินธุดงค์ข้ามเขาไปอยู่ถ้ำ เปรียบเสมือนเป็น “ คู่บารมีกัน ” เป็นเพื่อนที่รู้ใจ ก็ระลึกชาติในอดีตได้ว่า แม่ชีสวรรค์เคยเป็นลูกมาในชาติหนึ่ง จึงได้มีความผูกพันกัน ทำให้มีความรู้สึกว่าคนเรามีการเวียนตายเวียนเกิดผูกพันกันมาดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า “ ในโลกนี้ไม่เคยมีใครที่ไม่เคยเกิดเป็นญาติกันเลย ”

ที่สุสานสุขสมบูรณ์เป็นสุสานคนจีนที่ใหญ่มากในละแวกนี้ มีพื้นที่ ๓๐ กว่าไร่ มีหลุมศพ ๑,๐๐๐ กว่าศพ มีทางคอนกรีตซึ่งใช้เป็นทางเดินจงกรมได้ จิตก็สัมผัสรับรู้ได้ว่าวิญญาณมาขอส่วนบุญ พวกเขาก็ดีใจเมื่อรู้ว่าเราจะไปนั่งพิจารณาแล้วแผ่ส่วนบุญให้ ขณะที่นั่งบำเพ็ญภาวนาก็ได้กลิ่นศพตลอดเวลา เมื่อถึงเวลาแผ่เมตตาวิญญาณเหล่านั้นก็มารับส่วนบุญที่ได้แผ่ให้พวกวิญญาณเหล่านั้นจะออกมารับก่อนจะถึงสุสานประมาณ ๒-๓ ก.ม. ในตอนขากลับวิญญาณก็ได้ตามมาส่งอีก ได้กลิ่นศพเป็นระยะๆพอถึงตีนเขาก็เปลี่ยนเป็นกลิ่นหอมของดอกไม้เบาๆ เป็นกลิ่นไทยๆหรือกลิ่นกำยาน ตลอดระยะทางจนถึงสำนัก ฯ บนเขา เราก็รับรู้ได้ว่าเป็นกลิ่นของหมู่เทพทั้งหลายที่ตามมารับ-ส่ง ขึ้น-ลงบนเขา เรารู้สึกตัวว่ามีคนเดินตามเราตลอดเวลา ก็ยืนกำหนดจิตดูจึงได้รู้ว่าเทพเป็นผู้ตามดูแลเราตลอดเวลา เราก็เลยไม่มีความกลัวอะไรในความมืด มีความเชื่อมั่นว่ามีเทพตามรักษาตลอดเวลา บางครั้งผักไม่มีทำอาหารเพราะทานมังสะวิรัติกัน เราก็กำหนดจิตบอกเทพว่าให้มีคนเอาผักมาส่งให้ทำอาหารด้วย เราก็อาศัยเทพเป็นสื่อในหลายๆเรื่อง เพราะรู้ว่าเขามีฤทธิ์มีอำนาจที่จะไปดลจิตดลใจบอกคนอื่นได้ประมาณ ๓ ทุ่มก็มีคนหาบผักมาส่ง ชื่อ นายสมร ภรรยา ชื่อ มณี จึงถามว่าทำไมจึงมากลางคืน เขาตอบว่า มีความรู้สึกกระวนกระวายใจนอนไม่หลับอยากจะมาส่งผักในคืนนี้เลย ถ้าไม่ได้หาบผักมาส่งแม่ชีคงนอนไม่หลับ เราจึงเชื่อได้ว่า เทพจัดการให้เราได้จริงๆ และมีอีกเรื่องหนึ่งคือ มีแม่ชีมาอยู่ด้วยหลายรูป ทำให้เกิดความเกรงใจคุณพี่วีณาที่ส่งอาหารมาตลอดเพราะมีแม่ชีเพิ่มขึ้นถึง ๑๕ รูป ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่อยู่กันแค่ ๒ รูป กับแม่สวรรค์ ก็กำหนดจิตบอกเทพว่าให้จัดหาคนสมทบทุนค่าอาหาร ค่ายารักษาโรคดูแลเลี้ยงแม่ชี ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อสมทบทุนเป็นกองทุนดังกล่าว ต่อมาประมาณ ๓ วัน มีคนเดินขึ้นมาหาเพื่อขอพักปฏิบัติด้วย ๕ วัน และขอปวารณาตัวว่า ถ้ามีอะไรที่ทางสำนักต้องการให้บอกด้วย ก็เลยปรารภให้ฟังว่าทางสำนักเห็นควรว่าน่าจะมีกองทุนค่าอาหารไว้ใช้จ่าย ท่านผู้นั้นก็จัดการนำเงินมาถวายให้เป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาทเศษ ก็มีความรู้สึกอบอุ่นเพราะมีผู้ดูแลรักษาเราตลอดเวลา พูดคุยกับเทพได้รู้เรื่อง

อยู่มาวันหนึ่งเทพที่อยู่บนนี้ไปแฝงแม่ชีอีกรูปหนึ่ง นั่งร้องไห้อย่างเดียว เป็นเวลากลางคืนหลังจากทำวัตร-สวดมนต์เสร็จแล้ว ก็ได้ถามว่า คุณอยู่ที่ไหนถึงมานั่งร้องไห้ที่นี่ เขาก็วิ่งไปที่หน้าพระพุทธชินราช ซึ่งเป็นพระประธานหน้าตัก ๔๙ นิ้ว บนศาลา แล้วบอกว่าเขาอยู่ตรงนี้ แล้วก็มานั่งคุยกัน ก็ได้ถามต่อไปว่า ร้องไห้เรื่องอะไร เทพที่แฝงแม่ชีได้ตอบว่า เพราะแม่ชีจะไปจากที่นี่แล้ว แล้วก็ไปนานมาก เขาเสียใจมากและคิดถึงว่าเคยอยู่ด้วยกันมานาน ก็ได้ตอบไปว่า ไม่ได้ไปไหนจะอยู่ที่นี่ต่อไป แต่เขาก็ตอบว่าไม่ได้อยู่ต้องไปแล้ว เทพสามารถล่วงรู้ก่อนหน้าเราได้ และเหตุการณ์ก็มาถึงประมาณ พ.ศ.๒๕๔๓ ก็ได้ลาแม่ชีสวรรค์ไปปฏิบัติที่วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี กับคุณแม่จันดี ซึ่งเป็นน้องสาวของท่านหลวงตามหาบัว เป็นคนดูแลแม่ชี เป็นผู้แนะนำสอนแม่ชี และอุบาสิกาทั้งหลาย ตั้งแต่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ เป็นเวลาประมาณ ๓ เดือน

พบคุณแม่ชีอาจารย์อำพันธ์ เนตรวงศ์

คุณแม่ชีอาจารย์อำพันธ์ เนตรวงศ์ เป็นเจ้าสำนักปฏิบัติธรรมแม่ชีวัดย่านขาด อ.พรหมพิราม จ. พิษณุโลก ที่วัดป่าบ้านตาด มีแม่ชีผู้ปฏิบัติธรรมด้วยกันได้แนะนำให้รู้จัก ตอนเช้าก็พบท่านประมาณ ๗ โมงเช้า ก็ได้สนทนาธรรมกับท่านเป็นที่น่าเคารพ ศรัทธา เลื่อมใสในหลักธรรมที่เราได้ถาม ท่านตอบ และได้นัดวันที่จะเดินทางไปที่สำนักฯ ของท่านที่พิษณุโลกไปถึงประมาณบ่าย ๆ ได้สนทนาธรรมกับท่านตั้งแต่เวลา ๑๗.๐๐ น.ของวันนั้นจนถึง ๖ โมงเช้าของวันใหม่ มีคำถาม - คำตอบตลอดทั้งคืน พอตอนเช้าท่านก็เอะใจอุทานออกมาว่ามีแต่คนแพ้ฉันหนีไปนอน แต่คุณทำไมไม่ง่วงไม่เห็นแพ้ฉันก็ไม่ได้ตอบอะไรท่านไป เพียงแต่คิดในใจ เราปฏิบัติจนสว่างเป็นเวลา ๓ เดือนที่เคยปฏิบัติผ่านมา และในทุกวันพระก็อยู่เนสัชชิกจนสว่างมาตลอด เพราะฉะนั้นการที่ไม่ได้นอนทั้งคืนจึงดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่ไม่กล้าบอกอะไรกับท่านเพราะกลัวท่านจะไม่ให้คำแนะนำในการปฏิบัติขั้นต่อไป ได้อยู่ต่อกับท่านเป็นระยะเวลาสั้นๆ จึงเดินทางกลับมาชลบุรี

ท่านได้ให้การบ้านมาทำ คือให้ทำ “ม้างกาย” ชำแหละกาย เผากายให้เป็น เถ้าผง กำหนดวันละหลายๆครั้งจนกว่ากายจะพังเป็นพันๆครั้ง ให้หยุดภาวนาอย่างอื่นหมด ให้ชำแหละกาย เผากายอย่างเดียวเป็นเวลาหลายเดือนก็ยังไม่ได้ผล กายยังไม่พัง จึงบอกท่านว่าขอไปอยู่ปฏิบัติธรรมกับท่านที่พิษณุโลกด้วย ก็ได้เดินทางไปอยู่กับท่านในวันที่ ๒๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ โดยมีคุณกฤษกร(คุณสุธัท) ยังสุข ได้ขับรถไปส่งที่พิษณุโลก เมื่อไปถึงท่านก็ให้การบ้านทันที คือ หยุดทาน, หยุดนอน,หยุดนั่งสมาธิ ให้เดินอย่างเดียว ให้ม้างกายต่อไปเพราะถ้าทำสมาธิจิตก็จะเข้าแต่สมาธิจะไม่ได้ม้างกาย ในวันที่ ๓ กายพังสลายลงกลายเป็นเลือด กลายเป็นดิน ก็ได้ไปส่งอารมณ์กับท่านว่ามีอาการแบบนี้ ท่านก็ให้หยุดม้างกายเพราะกายพังแล้วไม่ต้องทำเรื่องกายให้ดูแลรักษาจิตอย่างเดียวก็ยังเดินอย่างเดียว จะนั่งพักบ้างก็เป็นเวลานิดหน่อยพอหายเมื่อยก็เดินต่อกลางคืนก็ไม่หลับ – ไม่นอนเดินอยู่อย่างนั้นตลอด

มีอยู่วันหนึ่งในวันที่ ๕ ของการภาวนาเดิน – นั่ง ได้เดินเป็นเวลาถึง ๘ ชั่วโมงโดยมิได้พัก ข้าวก็ไม่ได้ทาน ดื่มแต่น้ำและเครื่องดื่มและได้นั่งลงเวลาประมาณ ๔ ทุ่ม ได้นั่งสู้กับเวทนาทางกาย มีเวทนาที่เกิดกับกายอย่างมากมายจนไม่ทราบว่าเวทนาดับไปในชั่งโมงที่เท่าไรเพราะไม่ได้ลืมตาดู มาลืมตาขึ้นอีกทีเมื่อเวลา ๘ โมงเช้า แสงแดดส่องมาที่กลดเพราะพักอยู่ในที่ฝังศพป่าช้าเก่า ๆ ยังมีซองเปล่าที่ใช้เก็บศพอยู่ ๘ ช่อง ก็นับชั่วโมงดูจึงรู้ว่าเป็นเวลา ๑๐ ชั่วโมงเห็นจิตตัวเองใส สะอาด บริสุทธิ์ใสเหมือนเพชร ก็ได้ไปกราบเรียนถามท่านว่าจะให้ทำอะไรต่อไปอีก ท่านก็บอกว่าให้พอก่อน ในใจตอบว่าให้นั่งอีก ๑๐ ชั่วโมงอย่างนี้ก็ได้ ก็เร่งทำความเพียรต่อมาถึงเป็นวันที่ ๗ ก็มีเวทนากกลับมาอีก เห็นเวทนาเด่นชัด เจ็บทุกขุมขนของร่างกาย น้ำที่อาบเมื่อโดนตัวก็รู้สึกเจ็บ เสื้อผ้าสัมผัสกายก็รู้สึก เจ็บทุกขุมขนก็กำหนดสติต่อสู้กับเวทนามีสติ สัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อมตลอดเวลา ประมาณบ่ายเป็นวันพระที่เร่งความเพียรติดต่อกันตลอดทั้ง ๗ วัน โดยไม่หลับ ไม่นอน ไม่ทาน เป็นเวทนาที่เกิดขึ้นแบบไม่เคยเจอเลยในชีวิต ทุกข์สุดๆ ของเวทนาก็กำหนดตามดูตามรู้ทุกขณะของเวทนาที่เกิด มีอยู่ขณะหนึ่งเวทนานั้นดับไป มีความรู้สึกว่าเวทนาได้ขาดไปจากจิต คือ จิตไม่มีเวทนา อยู่เหนือเวทนา ไม่มีเวทนา จิตก็นั่งซาบซึ้งอยู่ภายในปิติอยู่คนเดียว ฝนก็ตกฟ้าก็ผ่าเปรี้ยงๆ อยู่เป็นเวลา ๒ ชั่วโมง ก็รำพึงรำพันในใจว่า เมื่อไรฝนจะหยุดหนอจะไปพบคุณแม่อาจารย์ที่ศาลา พอฝนหยุดจึงได้ไปพบท่าน ไปถึงก็กราบที่เท้าท่านเพราะซาบซึ้งในธรรมที่ท่านมอบให้เป็นการบ้านให้ต่อสู้กับเวทนา เป็นเวลา ๗ วัน ๗ คืน และบอกท่านว่าจะขอรับใช้ท่าน เพราะไม่มีอะไรจะตอบแทนพระคุณท่านได้ ก็ได้บอกกับท่านว่าเมื่อสักพักตอนที่ฝนตกนั้นได้เห็นเวทนาขาดไปจากจิต ท่านก็ได้บอกให้มาคุยต่อที่กุฏิที่พักของท่าน ก็เล่าอาการของจิตให้ท่านฟังตามสภาวธรรมที่เกิดขึ้นในการปฏิบัติ และก็ได้อยู่รับใช้ท่านอีก ๒ ปี จึงได้ลาท่านกลับชลบุรี ก่อนที่จะกลับชลบุรีได้ชักชวนคณะลูกศิษย์ที่ชลบุรี โดยมีบริษัท ศรีราชากรีนพ้อยท์ จำกัด เป็นผู้นำบุญสร้างศาลาปฏิบัติธรรมย่านร่มเย็นถวายท่าน ๑ หลังจำนวน ๒ ล้านบาทเศษ

เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ก็กลับชลบุรี มาเริ่มต้นดำเนินการก่อสร้างห้องกรรมฐานมีห้องน้ำในตัวจำนวน ๗ ห้อง และจัดตั้งกองทุนร้อยฝันเพื่อดำเนินการจัดหาทุนซื้อที่ดินเพิ่มจำนวน ๒๙ ไร่ เพื่อวางแผนเผยแพร่ธรรมะคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เป็นฐานทัพธรรมรองรับแก่ผู้ปฏิบัติธรรมที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ถือ ว่าเป็นเขตชานเมือง เป็นสถานที่ที่มีสัปปายะสำหรับผู้มาปฏิบัติเพราะมีภูขา ป่าไม้ล้อมรอบเรียกได้ว่าเป็น “ขุนเขาแห่งธรรมะ” ทำให้ผู้ปฏิบัติเข้าถึงอารมณ์กายวิเวกจิตวิเวกได้ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้แสวงหาโมกขธรรม

ในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ได้เริ่มสร้างกุฏิโดยมีเจ้าภาพทั้งหมดรวม ๒๑ หลัง เมื่อวันที่ ๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๐ได้จัดงานครบรอบวันเกิดพร้อมกับวางศิลาฤกษ์สร้าง “ศาลาพุทธสาวิกาศรัทธาธรรม” และสร้างอาคารที่พักเพิ่มเป็นจำนวน ๒ อาคาร รวม ๓๐ ห้อง

วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ตรงกับวันมาฆะบูชา ได้จัดงานเททองหล่อพระประธาน “สมเด็จพระพุทธสุทธิธรรมรัตน์” ซึ่งเป็นพระประธานประจำศาลาปฏิบัติธรรม “ พุทธสาวิกาศรัธาธรรม ”

วันที่ ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ ได้เข้ารับรางวัลสตรีดีเด่นด้านพระพุทธศาสนา เนื่องในวันสตรีสากลแห่งสหประชาชาติ และวันที่ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๒ ได้วางศิลาฤกษ์ก่อสร้างอาคารสันติธรรมเพื่อใช้เป็นที่พักและเป็นที่รับรองแก่แม่ชีอาจารย์และแม่ชีอาคันตุกะ

วันที่ ๑๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๓ ได้ทำบุญครบรอบวันเกิดโดยจัดงานเททองหล่อรูปเหมือนหลวงพ่อสังวาลย์ เขมโก ซึ่งเป็นบูรพาจารย์ไว้สักการะบูชา

กำเนิดสำนักปฏิบัติธรรมพุทธสาวิกา(แม่ชีไทย) ประเทศอินเดีย

คืนของวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ หลังจากเสร็จงานหล่อพระประธาน ฯ ได้ไปพักที่สำนักสงฆ์คีรีวงกต กิ่งอำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี หลังจากภาวนาเสร็จแล้วเวลาประมาณตี ๒ ได้นิมิตเห็นแสงอันสว่างไสวขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ยินท่านกล่าวด้วยเสียงที่ดังกังวานอันไพเราะยิ่งว่า “ ให้ลูกไปสร้างสำนักฯที่พุทธคยา ประเทศอินเดียนะ ” ได้รับปากตอบท่านว่า “ ได้เจ้าค่ะ ” มีความปิติเบิกบานในใจที่จะได้ไปก่อสร้างที่อินเดียจึงได้มานั่งทบทวนว่า มีทุกข์ในใจบ้างไหม ก็ได้คำตอบในใจออกไปว่า ไม่ทุกข์ และถามต่อไปอีกว่าทำไมจึงไม่ทุกข์ เพราะเราก็ยังไม่มีเงินจะทำ ก็ได้คำตอบว่าเพราะทำงานถวายพระพุทธเจ้าจิตจึงว่างเปล่าไม่มีทุกข์ ทำทุกอย่างยังคงทำไปตามหน้าที่ ในวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๑ จึงได้เดินทางไปอินเดียเพื่ออธิษฐานที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ว่าถ้างานที่จะต้องทำถวายพระพุทธเจ้านี้สำเร็จ ขอให้ดำเนินการซื้อที่ดินได้ และในเดือนมีนาคม ๒๕๕๑ จึงเดินทางไปอินเดียอีกครั้งเพื่อติดต่อซื้อที่ดินที่พุทธคยา และได้ที่ดินตามแรงอธิษฐานติดกับถนนบายพาสรอบเมืองคยา เป็นที่สร้างวัดพุทธนานาชาติ โดยมีพระเดชพระคุณหลวงพ่อด๊อกเตอร์พระจรัญ ฐิตธมโม เป็นผู้ให้ความอนุเคราะห์ดำเนินการจัดหาซื้อที่ดินให้ ในวันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๒ ได้นำคณะผู้แสวงบุญร่วมงานพิธีวางศิลาฤกษ์สร้างอาคารพระภิกษุสงฆ์ และได้ทำการรับโอนมอบที่ดินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และกำลังดำเนินการจัดหาทุนก่อสร้าง

1. อาคารพระภิกษุสงฆ์
2. อาคารแม่ชีและคณะผู้แสวงบุญ
3. ห้องครัว-ห้องน้ำ-ห้องสุขา

ทั้งนี้เพื่อเป็นที่รับรองแก่คณะพระสงฆ์ , แม่ชี และคณะผู้แสวงบุญที่เดินทางไปปฏิบัติธรรมที่ประเทศอินเดียได้มีที่พักบำเพ็ญกิจอย่างสะดวกสบาย สะอาดปลอดภัย โดยไม่มีความกังวลใจ ใด ๆ

สุภาษิต – ข้อคิด – เกร็ดธรรม

- ทำเสน่ห์หรือจะสู้ทำความดี ใช้อาคมผูกวิชาหรือจะสู้ความจริงใจ ท่องคาถามัดใจหรือจะเท่าความซื่อสัตย์ เวทมนต์ขลังแค่ไหนก็ไม่ยั่งยืน
- ความดีงามที่แผ่ซ่านออกจากใจ มีอิทธิพลยาวนาน
- ถ้าผูกสัมพันธ์ด้วยความดีจะมีน้ำใจที่ดีต่อกันไปถึงชาติหน้า
- ความชั่วนั้นผูกพันให้ยั่งยืนไม่ได้
- คนรักกันเพราะซึ้งในความดีซึ่งกันและกันความรักจึงไม่จืดจาง จะมีใครรักเพราะในความชั่วไม่มีในโลก - ความชั่วเป็นสาเหตุกินแหนงแคลงใจเป็นเหตุให้ไม่ไว้ใจกัน
- อยู่กับความดีจึงผ่อนคลาย อยู่กับคนชั่วต้องระวังระแวง
- อยู่กับความดีของคนดีเหมือนได้พักผ่อน อยู่ใกล้ความชั่วของคนชั่วย่อมกระวนกระวาย
- คุณธรรม ยังครองโลกอยู่จนถึงทุกวันนี้เป็นหนึ่งเดียว
- ความคิดร้ายต่อผู้อื่นไม่ควรมี ควรคิดทำใจไม่ให้เกิดอกุศลกับผู้อื่น
- จงมีความจริงใจต่อทุกคน แต่อย่าไว้ใจผู้อื่นจนหมดเปลือก อย่าคิดร้ายกับใคร
- ความประมาทจะนำมาซึ่งอันตราย
- จงสร้างความดีที่ยิ่งใหญ่ แต่วางตัวเรียบง่าย
- ยิ่งปฏิบัติไป ยิ่งอ่อนน้อมถ่อมตนไม่ถือดี อวดดี ไม่ข่มผู้อื่น
- ฟังคำชมเชย กับคำติเตียนเหมือนกันจิตเป็นกลาง เมื่อได้ยินคำชม หรือคำติเตียน
- ผู้รู้จริงจะไม่พูด ธรรมะแท้มีคุณค่าอยู่ในตัว
- ไม่จำเป็นต้องให้คนอื่นมาให้รางวัลจึงจะมีค่า
- จงเห็นว่าโลกอยู่ด้วยการพึ่งพาอาศัยกัน จงแสดงออกต่อโลกด้วยความเมตตากรุณา
- อยู่อย่างตอบแทนคุณโลก ทำคุณประโยชน์ให้โลกนี้ร่มเย็น
- พร้อมเสมอในการช่วยผู้ด้อยโอกาส
- ท่านจงอย่าเบียดเบียนกัน
- จงสร้างบุญกุศล รักษาศีล ศึกษาธรรม ประพฤติธรรมถึงสังขารเสื่อม มีความชราเข้ามาครอบงำจะได้ไม่ทุกข์ใจ
- แม้แต่ร่างกายนี้ยังต้องทิ้ง สมบัตินอกกายใครจะหอบหิ้วไปได้
- ปัจจัยเงินทองที่อยู่ใช้พอประมาณไม่ฟุ้งเฟ้อ ส่วนที่เหลือนำไปเจือจานเกื้อกูลประโยชน์ให้โลก
- ร่างกายจะบำรุงบำเรอเท่าไรก็ต้องละโลกนี้ไปแน่แท้
- ผู้มีปัญญาเห็นความไม่เที่ยงแท้แน่นอนของชีวิตจึงขนขวายบริจาคทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ไม่ปล่อยให้วัน เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์
- บุญกุศลนี้แหละ ที่ทำให้จิตวิญญาณจะนำพาไปได้ ผู้มีปัญญาจะเป็นสุขเมื่อสั่งสมบุญกุศล
- ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ความตายเป็นของเที่ยง ชีวิตเป็นของไม่แน่นอน ความตายเป็นของ แน่นอน
- เมื่อโอบอ้อม อารี เมตตา ปราณี เหมือนสร้างห้องหับที่ใหญ่โต ให้ใจตัวเองอยู่ย่อม สะดวกสบายไร้ความขัดข้อง จิตใจที่กว้างขวางย่อมทำให้ผ่องใส เบิกบาน เมตตา ปราณี ย่อมทำใจให้มองโลกอย่างเป็นสุข จิตใจที่เราคิดช่วยเกื้อกูลย่อมเกิดจากปิติเป็นกุศล ถ้าเราคิดจะเอาอะไรก็จะไม่ได้อะไร ถ้าเราคิดจะให้ เราก็ได้ทุกอย่าง เราทำไมเอาอะไร ทำให้ก็จะอยู่ได้เสมอ เมื่อคิดจะเอานั้นจิตย่อมหิวโหยกระหายย่อมกระวนกระวายไม่เป็นสุข เมื่อไม่มีความสุขก็สูญเสียทุกอย่าง เมื่อคิดจะให้นั้น จิตเบิกบานย่อมใสด้วย ย่อมอิ่มเอิบ ด้วยพลังใจ เมื่อมีความสุขก็เหมือนได้ทุกอย่าง เป็นความสุขทางใจ กุศลจิตที่พระพุทธเจ้าสั่งสอนมีคุณอันประเสริฐยิ่ง ท่านทั้งหลายจงแผ่เมตตา ขอขมา ให้อภัย ซึ่งกันและกัน จงสำนึกในความผิดพลาดและแก้ไข เห็นคุณค่าในกุศลแม้เล็กน้อย เห็นในอกุศลแม้เล็กน้อย ให้มีสติตามระวัง รักษาจิตเสมอไม่ให้มีอกุศลเกิดขึ้น ปัญญาไม่ใช่ตัวสุดท้าย ต่อจากปัญญา มีวิริยะ ความเพียร และขันติ ความอดทน รู้แค่ไหน ถ้าไม่มีความเพียรงานก็ไม่ก่อเกิด ถ้ามีความเพียรแต่ไม่อดทนงานก็ไม่สำเร็จ ความเพียร และความอดทนนั้นสำคัญมาก “ วิริเยน ทุกขมจฺ เจติ ผู้จะพ้นทุกข์เพราะความเพียร” และอดทนสำคัญมาก เพราะเป็นแรงผลักดันให้ปัญญาออกมาเป็นผลงาน ปัญญาเหมือนรู้ทิศทางความเพียรนั้นเป็นแรงขับเคลื่อน ผู้มีปัญญาอย่างเดียวเป็นคนอาภัพ ถึงรอบรู้แต่ก็ทำอะไรไม่สำเร็จ ท่านผู้ใฝ่ในธรรมจะสร้างวิริยะให้เกิดในใจ จะเป็นกำลังยิ่งใหญ่ให้การงานสำเร็จผลทุกประการอย่าขี้เกียจ อย่าเปราะบาง รู้จักอดทนอดกลั้น มิฉะนั้นจะกลายเป็นผู้อาภัพอับวาสนาธรรมะของพระพุทธเจ้าน้อมไปในการไม่เบียดเบียนนั้นคือการล้างสิ่งโสโครก อย่ารักษาความสะอาดแต่ร่างกาย ต้องรักษาใจให้สะอาดด้วยใจนั้นสำคัญมาก ไม่ว่าความสามารถสูงเพียงใด ถ้านิสัยเสียจะไม่มีใครคบ ไม่ว่าเก่งกล้าเพียงใด ถ้าเป็นคนชั่ว จะไม่มีใครนับถือไม่ว่าจะมีคุณสมบัติเด่นมากมายเพียงใด ถ้าไม่มีความดีจะกลายเป็นคนไร้ค่า ความดีนั้นเหมือนเกลือให้รักษาคุณความดีไว้เหมือนเกลือรักษาความเค็ม พยายามเกื้อหนุนให้พระธรรมแผ่ขยายตั้งมั่น มั่นคงในโลก เพื่อประโยชน์แก่ตนและผู้อื่น เพื่อความร่มเย็นเป็นสุขของโลกธาตุ พระธรรมแผ่ไปที่ใดที่นั่นย่อมสุขเย็นเป็นอเนกประการ สัมมาทิฏฐิช่วยไม่ให้โลกเข้าสู่กลียุค เวลาได้ดีมีสุข อย่าระเริงลืมตนอย่าคิดแต่จะตอบสนองของตนฝ่ายเดียว เมื่อเราได้ดีแล้วจงเปิดทางให้คนอื่นบ้างจะทำให้เราไม่เจอทางตัน

เมื่อเราเป็นสุขแล้ว จงช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์บ้าง จะทำให้เราไม่เจอความตกต่ำ อย่าไปกลัวผีที่ไหน ผีที่ร้ายที่สุดมันหลอกใจตลอดเวลา การสร้างกุศลนั้น ให้ตั้งใจกระทำเพื่อพัฒนาจิต อย่าทำกุศลเพื่อชื่อเสียงเกียรติยศ อย่าทำกุศลเพื่อเอาหน้า เอาตา ทำความดีให้บริสุทธิ์ จงมีศรัทธาในความดีแล้วทำไป ทำความดีเพื่อความดี เพราะความดีนั้นมีค่าสูงยิ่ง จงศรัทธาในความดี จะอุ้มชูอย่างอัศจรรย์ ธรรมะย่อมคุ้มครองรักษาผู้ประพฤติธรรม ขอเพียรแต่ว่าทำให้จริงได้จริงทำเล่นได้เล่น ธรรมะของพระพุทธเจ้าสามารถท้าพิสูจน์ได้ทุกกาล ทุกเวลา ขอเพียงให้เรามีศรัทธาจริง แล้วทำให้จริง ประพฤติธรรมะ อย่าเพื่ออย่างอื่น ผู้มีเมตตา ประกอบอุเบกขา จึงช่วยคนสำเร็จ จงรู้จักสงบนิ่งรอคอยโอกาส อันสมควรเหมาะสมแล้วจึงไปช่วย ต้องใช้อุเบกขาวางเฉยไปกำกับ มีปัญญาไปควบคุม ต้องพยายามรับว่าสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม แม้เราปรารถนาดีต้องการช่วยใครแต่ถ้าเกินวิสัย ต้องวางเฉย จึงเป็นเมตตาธรรม เมตตาผู้อื่นแล้วเดือดร้อนตัวเองจึงผิดหลักธรรมนักปฏิบัติธรรมต้องมองตัวเองรักษาจิตตัวเอง ไม่ให้ส่งออกนอกไปดูบุคคลอื่น หรือเรื่องนอกตัวจะทำให้ความเพียรไม่ก้าวหน้า ไม่เป็นผลดีกับผู้ปฏิบัติธรรม เรื่องปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องมองด้านในล้วน ๆ จึงจะก้าวหน้า





สำนักปฏิบัติธรรมพุทธสาวิกา - Buddhasawika Meditation Center
104/2 หมู่ 3 ต.คลองกิ่ว อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี 20220
โทร. 081-982-8937, 089-832-2529


อีเมล์ Email: buddhasawika6969@gmail.com
สำนักปฏิบัติธรรมพุทธสาวิกา อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี: สถานปฏิบัติธรรม พุทธสาวิกา
English Page: Buddhasawika Meditation Center
เฟสบุควัดไทยพุทธสาวิกา พุทธคยา อินเดีย: สถานธรรมพุทธสาวิกา พุทธคยา อินเดีย
เฟสบุคพุทธสาวิกาสาขา อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี: พุทธสาวิกาบ้านไร่ อุทัยธานี
Youtube Channel: Buddhasawika Meditation Center


แผนที่ สำนักปฏิบัติธรรมพุทธสาวิกา อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี



แผนที่ สำนักปฏิบัติธรรมพุทธสาวิกา สาขาบ้านไร่ อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี




แผนที่ สำนักปฏิบัติธรรมพุทธสาวิกา สาขาบ้านกล้วย อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี